ICO (Initial Coin Offering) วิธีระดมทุนที่กำลังร้อนแรงในยุคฟินเทค

28 December 2017
Share

 

เป็นที่แพร่หลายกันมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับ Cryptocurrency ในประเทศไทย ตอนนี้ศัพท์ยอดฮิตหนีไม่พ้นคำว่า “สายขุด” ซึ่งหมายถึงเหล่า Miner ที่ทำเหมืองสกุลเงินดิจิตอลกันนั่นเอง โดยล่าสุดพัฒนาการกันมาถึงขึ้นเอาเจ้าสกุลเงินดิจิตอลเหล่านี้ อย่าง บิทคอยน์ (BTC) กับ Ethereum (ETH) เป็นสื่อกลางหลักในการระดมทุน ซึ่งเรียกกันว่า ICO หรือ Initial Coin Offering ซึ่งระดมทุนกันไปเป็นหลักพันล้านเหรียญเข้าไปแล้วในปีนี้

ICO VS IPO

ชื่อ ICO นั้นคล้ายกับ IPO (Initial Public Offering) แต่มีความแตกต่างที่สำคัญหลายอย่าง

IPO เป็นการขายหุ้นที่แสดงถึงความเป็นเจ้าของร่วมของบริษัทนั้น ๆ เพื่อระดมเงินทุนมาใช้ขยายกิจการ หมายความว่า IPO เป็นเครื่องมือสำหรับบริษัทที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว

ในขณะที่ ICO เป็นการขาย เหรียญ (coin) หรือ Token เพื่อระดมเงินมาใช้เริ่มต้นโปรเจค โดยการซื้อ Token ในช่วงการทำ ICO นั้นก็มักจะต้องซื้อด้วย Cryptocurrency หรือ token กระแสหลักเช่น BTC หรือ ETH นั่นเอง (ที่มา finiwise.com)

รูปภาพ : Techcrunch

ระดมทุน ICO ทำได้ง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ

ส่วนใหญ่ การทำ ICO จะมีความคล้ายกับการทำ Crowdfunding คือ ผู้ระดมทุนมีโครงการที่อยากจะทำธุรกิจ (แต่ยังไม่ได้เริ่มทำ) และทำการ ICO เพื่อระดมทุนไปทำธุรกิจนั้น ๆ หลาย ๆ  กรณีจะเป็นการทำ Technical Whitepaper

Whitepaper ก็คือเอกสารที่บรรยายแนวความคิด เทคนิคทางคณิตศาสตร์ รวมทั้งโมเดลทางธุรกิจของโครงการต่าง ๆ ซึ่งมักจะถูกเขียนขึ้นมากเพื่อเรียกความสนใจ และเชิญชวนนักพัฒนาและผู้ใช้งาน โดย Whitepaper ช่วยให้นักพัฒนาตัดสินใจได้ว่า โครงการไหนมีความน่าสนใจ น่าเข้ามาเป็นส่วนร่วม (ที่มา finiwise.com)

สำหรับนักลงทุน Whitepaper เหล่านี้ก็เปรียบเสมือนหนังสือชี้ชวนเสนอขายหุ้น เอาไว้ให้นักลงทุนเข้าไปศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนนั้นเอง แต่เดี๋ยวก่อน ปัจจุบันนี้การทำ ICO ผ่านสกุลเงินดิจิตอลเหล่านี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแลนะครับ นั่นหมายถึงความเสี่ยงแฝงที่สูงมากว่าการระดมทุนเหล่านี้เป็นของจริงหรือไม่

เดี๋ยวนี้ Platform เช่น Ethereum ก็เปิดโอกาสให้คุณสร้างสกุลเงินดิจิตอลมาใช้เองได้แบบง่ายๆ แบบครึ่งชม. เสร็จ ดูวิธีทำได้เลยที่ https://www.ethereum.org/token

อย่างกรณีของบริษัทฟินเทคบ้านเรา ล่าสุดก็มีทางกลุ่ม Omise ที่ทำการระดมทุน ICO ให้กับบริษัท OmiseGo ประมาณ 20 ล้านเหรียญ เพื่อนำไปพัฒนาระบบ Ethereum Blockchain Based e-Wallet ซึ่งนับเป็นความภูมิใจของคนไทยที่โครงการนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และสามารถระดมทุนประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น (ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ https://omg.omise.co/)

เหรียญสองด้าน

อย่างไรก็ตามเหรียญก็มีสองด้านเสมอ ทราบมาว่าในหลายกรณีในต่างประเทศมีการระดมทุนในรูปแบบ ICO ทั้ง ๆ ที่ผู้ระดมทุนยังไม่มีโครงการอะไรเลย มีผู้ร่วมก่อตั้งอยู่ไม่กี่คน ตั้งเป็นโครงการระดมทุนได้นับเป็นล้านเหรียญ อันนี้คือมุมมืดของการทำ ICO ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ในเว็บ smithandcrown.com เนี่ยจะมี List ICO พร้อมทั้ง Description คร่าวๆเกี่ยวกับ Token นั้น ๆ บาง Token ทำหน้าที่เป็นแค่ Virtual Currency ใหม่ ซึ่งผมก็คงไม่กล้าฟันธงว่ามันจะ Work หรือเปล่าหรือทำไมคนต้องมาใช้มัน ต่างจาก Bitcoin อย่างไร หรือ บาง Token จะมั่นใจได้อย่างไรว่าพอ Project Deliver เราจะได้หุ้นตามต้องการ ซึ่งตรงนี้ไม่มีกฎหมายรองรับและยังใช้ใจกันล้วน ๆ

แปลว่าเวลาเราเข้าไปลงทุนใน ICO ต้องเช็ค Underlying กันให้ดี ๆ นะครับว่า สุดท้ายแล้ว Token ในมือเรามันจะมีประโยชน์อะไรบ้าง และมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน มีบทความของ thaicrypto.com บอกไว้ว่ากว่า 80% ได้เงินแล้วหนีหายไปเลย ได้ Token ไปแต่ก็ไม่รู้เอาไปทำอะไร  (ที่มา https://medium.com/@timeff)

ทำไม BTC ETH ICO มันถึงฮ้อตขนาดนี้

เหตุผลแรกที่สำคัญที่สุดคือ “ราคา BTC กับ ETH” มันปรับตัวเพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา แน่นอนทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนรุ่นใหม่ที่กล้าลองของ เข้ามาเป็นทั้งสายขุด และสายเทรด เข้าซื้อขายบิทคอยน์เพื่อการเก็งกำไร ยิ่งมีหลายกรณีที่เข้ามาเทรดแล้วทำกำไรได้เป็นสิบ ๆ เด้งในระยะเวลาอันสั้น ยิ่งทำให้คนแห่กันเข้ามาในตลาดนี้มากขึ้นในเวลาที่ผ่านมา ลองดูเวบ https://bx.in.th/ ได้ครับเป็นตัวอย่าง platform ในเมืองไทย

พอมีการระดมทุนแบบ ICO เป็นเหรียญดิจิตอลสกุลใหม่ ๆ ทำให้เหล่านักลงทุนและนักเก็งกำไรคาดหวังกำไร 2 เด้ง หนึ่งคือโอกาสการเพิ่มขึ้นของราคาคริปโตอย่าง BTC หรือ ETH และโอกาสที่ราคาเหรียญดิจิตอลสกุลใหม่ ๆ ที่ทำการ ICO จะราคาขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจอีกต่อหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นถ้ากรณีที่ ราคาของเหรียญที่เราไปจองซื้อผ่านกระบวนการ ICO ราคาขึ้น 2 เท่า และถ้าเป็น ICO ที่จองซื้อด้วยสกุล ETH และราคา ETH ปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 3 เท่า จะเท่ากับว่านักลงทุนมีกำไรถึง 3 x 2 เท่ากับ 6 เท่าตัว

อย่างไรก็ตาม เน้นอีกครั้งว่าเหรียญมี 2 เสมอ มันขึ้นได้เท่าไหร่ มันก็ลงได้เท่านั้น และกฎหมายก็ยังไม่ได้รองรับในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่นำมาเล่าให้กันฟังในวันนี้ ผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าศึกษา น่าติดตาม แต่ระดับความเสี่ยงในการลงทุนจัดว่าสูงมาก ขอให้ทุกท่านระมัดระวัง และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนการลงทุนนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก 

Fund Talk

Related Posts

  • เผยวิสัยทัศน์ “นึก ชลเดช” นายกสมาคมฟินเทค ตั้งเป้าดันประเทศไทย สู่ Top 5 ฟินเทคฮับในเอเชีย ภายใน 2 ปี
  • Thai Fintech Association Partners with 10×1000 Tech for Inclusion to launch “Flex” Fintech Program in Thailand
  • เปิดมุมมอง “ชลเดช” นายกสมาคมฟินเทคฯ คนใหม่
bt_bb_section_bottom_right_section_coverage_image

Contact Us

062-291-3599

Address

110/1 Knowledge Exchange (KX) Building, 13th floor, Krungthonburi Road, Banglamphulang, Klongsan, Bangkok, Thailand 10600

The information contained in this website is provided for informational purposes only and on an “as is” basis, without representation or warranty of any kind. Thai Fintech Association does not guarantee whether the information is correct or up-to-date.   no event shall Thai Fintech Association be liable to you or any person for any loss of business or profits, or for any indirect, incidental or consequential damages arising out of any use of, or inability to use, or for any other claim by you or any other person.

© Copyrights 2021 - All Rights Reserved - Thai Fintech Association